การอนุรักษ์และสืบสานผ้าซิ่น...

Post on 30-Dec-2019

2 Views

Category:

Documents

0 Downloads

Preview:

Click to see full reader

TRANSCRIPT

D- 109

การอนรกษและสบสานผาซนตนจกไทยวน ชมชนบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน1

Conservation and Inheritance of Tai Yuan’s Pha Sin Teen Jok, Ban Hua Mueang Community, Srisaket Sub-district, Na Noi District, Nan Province

เอกอนนต โพธสยะ นกศกษาหลกสตรศลปศาสตรมหาบณฑต สาขาวชาการจดการศลปะและวฒนธรรม

บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยเชยงใหม Email: pop_korchet@hotmail.com

ธนยา เจตยานกรกล ผชวยศาสตราจารย ดร. ประจ าคณะวทยาศาสตร

และอาจารยในหลกสตรสหวทยาการ บณฑตวทยาลย มหาวทยาลยเชยงใหม Email: Thaneeya.s@cmu.ac.th

วรลญจก บณยสรตน รองศาสตราจารย ดร. ประจ าคณะวจตรศลป มหาวทยาลยเชยงใหม

Email: woralun@gmail.com บทคดยอ การศกษานเปนงานวจยเชงคณภาพ ใชวธการศกษาแบบสหวทยาการ และน าเสนอผลการวจยแบบพรรณนา เพอศกษาเกยวกบบรบททางวฒนธรรมทเกยวกบผาและการทอผาตนจกโดยทวไปของลานนาหรอภาคเหนอตอนบน ศกษาประวตศาสตรความเปนมา และการทอผาซนตนจกไทยวนทชมชนบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน ตลอดจนสภาพปญหาเพอเสนอรปแบบการอนรกษและส บสานอตลกษณผาซนตนจกไทยวน อ าเภอนานอย จงหวดนาน ใหเปนสวนหนงของการทองเทยวเชงวฒนธรรม ผลการศกษาพบวา ในอ าเภอนานอย หตถกรรมการทอผาตนจกในหมบานหวเมอง อ าเภอนานอย จงหวดนาน เหลออยจ านวน 20 หลงคาเรอน ผทอมอายประมาณ 50-80 ป สวนใหญประกอบอาชพเกษตรกรรม และหตถกรรมหลงจากวางเวนจากฤดเกษตรกรรม โดยทอผาในครวเรอนของตน ลวดลายของผาตนจกทพบมลวดลายทเปนอตลกษณของบานหวเมอง อ าเภอนานอย จงหวดนาน คอ นยมทอหมายซนในผาตนจกทแตกตางจากการทอผาตนจกในพนทอนๆ ปจจบนไดน าลวดลายโบราณในทองถนน ามาแกะลาย คอ

1 บทความนเปนสวนหนงของงานวจยในวทยานพนธ เอกอนนต โพธสยะ, “การอนรกษและสบสานผาซนตนจกไทยวน ชมชนบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน”. ซงเปนสวนหนงของวทยานพนธหลกสตรศลปศาสตรมหาบณฑต สาขาวชาการจดการศลปะและวฒนธรรม, บณฑตวทยาลย, มหาวทยาลยเชยงใหม.

International Conference on Research and Design in Architecture and Related Fields 2016

D- 110

ลายนกค และลายเรขาคณต นยมใชเสนดนเงนดนทองทอลวดลายเตมชองของลายตนจกอาจแทรกไหมสบางเลกนอย

ทวาในปจจบนไดขาดการสบทอดและการเรยนรการทอผาตนจก ท าใหองคความรสญหายไปได จากส ารวจยงพบวามความตองการใชผาตนจกของบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอยจ านวนมากทยงผลตออกมาไมเพยงพอตอความตองการของทองตลาด จงเหนวาควรมการกอตงศนยการเรยนรงานหตถกรรมของผาตนจกในชมชน โดยมแนวทางในการจดตงศนยการเรยนรทางวฒนธรรม อนรกษ และสบสาน เชดชความสามารถของเหลาชางทอผาตนจก และเสรมสรางการประกอบอาชพใหกบผคนในทองถน ซงเกดเปนแหลงทองเทยวใหมในอ าเภอนานอย จงหวดนานไดอกดวย ในการศกษาครงนจงมขอเสนอดานการบรหารจดการรปแบบและวธการจดตงชมชนบานหวเมองใหเปนแหลงทองเทยวทางวฒนธรรมการทอผาตนจกของชมชน ซงหากโครงการนเกดขน จะท าใหมผคนกลบมาสนใจมรดกทางวฒนธรรมของชมชนและเกดการสบทอดองคความรและภมปญญาของการทอผาตนจกและสรางมลคาทางเศรษฐกจภายในทองถน ภายใตความรวมมอระหวางองคกรภาครฐ คอ อ าเภอนานอย สภาวฒนธรรมอ าเภอนานอย วดหวเมอง ชมชนบานหวเมอง

ค าส าคญ: ผาตนจกไทยวน, ไทยวน

Abstract This qualitative research is interdisciplinary study and presenting the result by description. It aimed to study about fabric and weaving in Lanna culture, northern area of Thailand, including history of communities, silk weaving and Pha Teen Jok weaving with Tai Yuan style at Ban Hua Muang, Na Noi district, Nan province. Furthermore, it also studied about problem in order to plan models of preservation and inheritance for Pha Teen Jok weaving with Tai Yuan style.

The research found Ban Hua Muang, Na Noi district, Nan province, there are around twenty families still do weaving of Pha Teen Jok and the weavers are between 50-80 years old. Their main occupation is agriculter, so they will do weaving at the end of planting season. The design of Pha Teen Jok found in Na Noi district is unique. Weavers prefer to make specific pattern that different from another villages. The current design has led to local antique patterned with couple of birds and geometrical designs. Woven the gold tinsel-woven silver tinsel to fulfill box of Teenjok may insert some colorful silk.

But the current there are lack of inheritance and learner to weaving Teen Jok then making knowledge will be lost. The survey also found that demand ideally district of Si Sa Ket Noi districts are also produced inadequate to the needs of the market. Therefore, Pha

D- 111

Teen Jok learning center in the community was established to preserve, inherit and praise the weavers’ wisdom. Besides, Pha Teen Jok learning center can be a new attraction of Nan province as well.

The model of managing Ban Hua Muang community is to promote to be the cultural tourism attraction about Pha Teen Jok weaving, by the participation of government sectors, council of cultural affairs, Hua Maung temple and people who live in the community. Researcher though that more people will pay attention to this cultural heritage by start learning and preserving. Moreover, effective management can earn more profit to support the community. Keyword: Pha Teen Jok Tai Yuan style, Tai Yuan

1. บทน า อ าเภอนานอย ตงอยทางตอนใตของตวเมองนาน มทตงสมพนธ คอ ทศเหนอ ตดตอกบอ าเภอเวยงสา ทศตะวนออก ตดตอกบแขวงไชยบร สปป.ลาวและอ าเภอบานโคก จงหวดอตรดตถ ทศใต ตดตอกบอ าเภอนาหมน ทศตะวนตก ตดตอกบอ าเภอรองกวาง จงหวดแพร หางจากตวจงหวดไปทางทศใตประมาณ 60 กโลเมตร และหางจากอ าเภอเวยงสาลงไปทางทศใต ประมาณ 35 กโลเมตร ในอดตนานอย เปนเมองหนาดานทส าคญบนเสนทางการคาและเสนทางเดนทพโบราณ กอนทจะลงไปถงเมองทาปลา ในเขตอตรดตถ ดวยสาเหตทมท าเลตงอยแวดลอมดวยขววฒนธรรมทหลากหลาย เพราะฉะนนอตลกษณของผาทอตนจกของนานอยจงเปนสวนหนงของผลผลตของการปะทะสงสรรคทางวฒนธรรมระหวางไทยวน ไทลอ และลาว จนหลอหลอมเปนลกษณะเฉพาะตวทปรากฏเปนรปแบบของผาพนเมองนาน (Vongwipak, 1987) วฒนธรรมการใชผาทอพบวาในพนทอ าเภอนานอยมการใชสอยผาซนแบบชาวนานทวไป สามารถแบงออกไดเปน 4 ประเภทใหญๆ คอ ซนเชยงแสน ซนมาน ซนปอง ซนตนจก

ทงนเดมนยมใชผาซนตนจกซงมรปแบบโครงสรางของผาซนคลายกบกลมชาวไทยวนกลมอนๆ ซงมองคประกอบ 3 สวน คอ หวซน ตวซน และตนซน เยบตอกน หวซนเปนผาพนสแดง 1 ชน หรอม 2 ชน สแดงและสขาว ตวซนเปนซนลายขวาง เยบ 2 ตะเขบ ทเปนแบบมาตรฐาน คอ ใชตวซนแบบเดยวกบซนปอง นยมทอดวยเสนใยโลหะจงเรยกกนวา “ซนไหมค า” หรอ “ซนค าเคบ” สวนตนซนเปนผาลายจกเยบตะเขบเดยว ผาพนเปนสด าและสแดงอยางละครง โดยตนจกมลวดลายเฉพาะสวนสด า ลวดลายจกเปนมาตรฐานแบบไทยวน คอ ประกอบดวยลายหลกเปนลายขนาดใหญ 1 แถว เปนรปสเหลยมขนมเปยกปน เรยกวา “ลายโคม” และมลายประกอบ 2-3 แถว ลายทนยมคอ “ลายขอ” และมลายแบบชายครยหรอทเรยกวา “หางสะเปา” เปนสวนลางสด ในทองถนเรยกสวนนวา “สายยอย” ซงตนจกทพบในเมองนานคอนขางมลกษณะหลากหลายรปแบบ มทงททอดวยฝาย หรอ ฝายปนไหม และนยมทอดวยเสนใยโลหะ (ไหมเงนไหมค า ) (Prangwatanakun, 2013)

International Conference on Research and Design in Architecture and Related Fields 2016

D- 112

ทงนผาซนตนจกเมองนานของอ าเภอเวยงสา และ อ าเภอนานอย มเอกลกษณและลวดลายทมความส าคญ คอ ตวซนนยมทอลายขวางมการเกบขด หรอชาวนาน เรยกวา “เกบมก” เขาไปในตวซน (Office of National Museums, 2004) กอใหเกดลวดลายตางๆ เชน “ลายดอกแกว” “ลายดอกจนทน” “ลายมกมะหวาย” “ลายขอ” และ “ลายกาบ” เปนตน ชอเรยกลายเหลานเทยบเคยงกบสภาพแวดลอมใกลตว นอกจากนยงมคณคาความงดงามในอดมคต สวนตนซน หรอตนจกนยมใชลวดลายเรขาคณต ลกษณะลวดลายไมซบซอน มโครงสรางเหมอนกบตนจกไทยวนทวไป ประกอบดวย “หองโคม” “ขน” “ลายประกอบ” “หางสะเปา”หรอ “สายยอย” จะเหนวาเปนลวดลายทสะทอนความเชอในศาสนาออกมาเปนรปสญลกษณอนเกยวเนองกบศาสนา อาท เขาพระสเมร, ทะเลสทนดร และสตวปาหมพานต ซงกลาวถงในการเทศนมหาชาต ประกอบอยบนผนผาสแดงเปนเชงซนอนหมายถงจกรวาลหรอสวรรค ดงจะเหนไดวาผาซนตนจกทประกอบขนมาดวยความคดของความเชอของและจนตนาการของชางทอแลว บทบาทของซนตนจกมไดตอบสนองเพยงความสวยงามอยางเดยว หากเปนการแสดงออกซงความเคารพสกการะและเปนพทธบชา (Tiengkate, 2002:19) ผาซนตนจกในแถบเมองนาน จงมกจะนยมใชดนหรอเสนใยโลหะมาทอตนจกเตมผน นอกจากนผาตนจกในแถบ อ าเภอนานอย ยงพบการทอหมายซน ซงแตกตางจากซนตนจกทวไป และมลวดลายนกกนน ารวมตน ทเปนทนยมในการทอผาตนจกทวไปอกดวย ในชวงระยะเวลาประมาณ 30 ปทผานมา พบวาการทอผาซนตนจก ในอ าเภอนานอย ไดหายสาบสญไปชวงระยะเวลาหนง เนองจากวสดทใชในการทอผานนคอนขางหายาก และการทอผาซนโดยการใชเทคนคจกแบบดงเดมท าไดคอนขางชาไมทนเวลา อกทงการทอผาชนดอนทอไดงายกวาซนตนจก ท าใหมผทอผาตนจกของอ าเภอนานอย ลดจ านวนลง ชางทอผาหนมาประกอบอาชพอนแทนการทอผา ท าใหวฒนธรรมการทอผาซนตนจกของอ าเภอนานอยไดคอยๆเลอนหายไปพรอมกบกาลเวลา ซงปจจบนแหลงทอผาตนจก ในรปแบบของชาวไทยวนอ าเภอนานอย เหลออยเพยงแหลงเดยว คอ “บานหวเมอง” ซงมประมาณ 20 หลงคาเรอน และมชางฝมอทสามารถทอตนจกประมาณ 25 คน และอาย 50-80 ป ทงทอเพอหาเลยงชพ ทอหลงจากวางเวนจากงานการเกษตร และทอตามงานสง ใชวสดทสามารถซอไดทวไป เชน ฝายโทเร เสนใยสงเคราะห เสนดายดนเงนดนทองสงเคราะห แทนการใชเสนฝายแท ดนและเสนไหมทมการท าเขามาจากตางถน ผาตนจกของบานหวเมองในปจจบน ยงคงมลกษณะของลวดลายทเปนแบบชาวไทยวนเมองนาน ซงเปนลวดลายตนจกทไมไดรบการประยกตลวดลายโดยเทยบรปแบบกบผาซนตนจกของเกาโบราณทอในทองถนนานอย ทชางทอผาตนจกปจจบนไดน ามาเปนตนแบบในการทอผาตนจกทบงบอกถงอตลกษณของผาตนจกไทยวนของนานอยในปจจบน จากคณคาทางวฒนธรรมทกลาวมาขางตนผศกษาจงสนใจศกษาแนวทางการอนรกษและสบสานผาซนตนจกไทยวน ชมชนบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนานในมตตางๆ อาท ประวตความเปนมา สงคมและวฒนธรรมของชมชน และสถานการณการทอผาพนเมองไทยวนปจจบน เพอเสนอแนวทางการอนรกษและสบสาน ผาซนตนจกไทยวน อ าเภอนานอย จงหวดนาน เพอการด ารงอยของการทอ

D- 113

ผาตนจก และน าไปสการสบทอดองคความรและภมปญญาโดยชนรนหลง อกทงยงเปนการเผยแพรผาซนตนจกไทยวน และภมปญญาทองถนทเกยวเนองใหเปนทรจกอยางกวางขวาง

2. วตถประสงคของบทความ 2.1. เพอศกษาบรบททางวฒนธรรมทเกยวกบผาซนและการทอผาซนของอ าเภอนานอย จงหวดนาน 2.2. เพอเสนอรปแบบการอนรกษและสบสาน อตลกษณผาซนตนจกไทยวน อ าเภอนานอย จงหวดนาน

3. ระเบยบวธวจย การศกษานเปนการวจยเชงคณภาพแบบสหวทยาการ ประกอบไปดวย 2 ขนตอน คอ 3.1. เกบรวบรวมขอมลบรบททางวฒนธรรมทเกยวกบผาและการทอผาในภาคเหนอตอนบน และ

การศกษาเชงลกในพนทเปาหมายในเนอหาทเกยวเนองกบประวตความเปนมา สงคมและวฒนธรรม ตลอดจนผาทอและการทอผาซนตนจกไทยวน

3.2. ศกษาเพอหาแนวทางและขอเสนอวธการจดการการทอผาซนตนจก ใหเปนแหลงเรยนร และเปนสถานททองเทยวเชงวฒนธรรม และใชเครองมอในการเกบและรวบรวมขอมล คอ 1) แบบสมภาษณ 2) แบบส ารวจทางกายภาพ และ 3) การสงเกตการณ

ใชวเคราะหขอมลเชงพรรณนา ท าการวเคราะหศกยภาพและความเขมแขง การจดการการอนรกษและสบสานผาซนตนจกไทยวน ชมชนบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน ตลอดจนจ าแนกองคประกอบของการด าเนนงานกจกรรมการทองเทยวเชงวฒนธรรม ภายในชมชน ใหเหนถงการจดการแหลงเรยนรและแหลงทองเทยวเชงวฒนธรรม หนาทความรบผดชอบของทกภาคสวนทรวมมอกนด าเนนการ ปญหาในการจดการแหลงเรยนร เพอหาวธการจดการเพอเพมศกยภาพแหลงเรยนรและแหลงทองเทยวเชงวฒนธรรม บานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนานอยางยงยน

4. ผลการวจย 4.1. บรบททางวฒนธรรมทเกยวเนองกบผาซนตนจกและการทอในพนทศกษา

จากการส ารวจและเกบขอมลในชมชนบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน พบวามครวเรอนททอผาซนตนจกประมาณ 20 หลงคาเรอน โดยมชางทอประมาณ 25 คน ชางทอผาอยในชวงอายประมาณ 50-80 ป ชางทอเปนสตรทงหมด สวนมากประกอบอาชพเกษตรกรรม และหตถกรรมเปนหลก และท าอยในครวเรอนของตนเอง ในพนทไดพบวามการใชผาซนอย 4 รปแบบทเปนเอกลกษณทพบเหนไดทวไปเหมอนของชาวนาน ไดแก

4.1.1 ซนมาน เปนซนทเปนเอกลกษณดงเดมของเมองนาน (Leesuvan, 2007) ลกษณะเปนซนลายขวางเยบ 2 ตะเขบ ทอดวยฝายปนไหม และนยมทอลายขด ซงเมองนานเรยก เทคนคการทอนวา “เกบมก” “ยกมก” หรอ “เกบดอก” ดวยเสนใยโลหะ (ไหมเงน ไหมค า) การจดองคประกอบของลายขวาง ทเปนลายมกสลบกบสพนมการจดชวงระยะไมเสมอกน แตมโครงสราง

International Conference on Research and Design in Architecture and Related Fields 2016

D- 114

ทแนนอน โดยตวซนทอตอเนองกบตนซน และเยบตอหวซนดวยผาพนสแดง สวนตวซนนนอาจแบงองคประกอบเปน 6 ชวง จากบนถงลาง (Janthawit, 2002)

ภาพท 1 ซนมาน

4.1.2. ซนปอง เปนซนลายขวางเยบ 2 ตะเขบ ลายขวางทอดวยเทคนคขด วสดทใชทอมทงฝาย ไหม และไหมเงนไหมค า (Gavila, 2010) โครงสรางของซนปองในอดตอาจแบงออกเปน 3 แบบใหญ ไดแก

1) ซนปองตาเหลม หรอ ซนปองตาโตน เปนซนทมลายขวางขนาดเทากน สลบสพนโดยเวนชวงระยะเทากนตลอดผน ลายขวาง (หรอตา) ทเปนมาตรฐานจะประกอบดวยลายรว 5 แถว มลายรวใหญหรอลายหลกอยตรงกลางและมลายรวขนาดเลกอก 4 แถว ประกอบ 2 ขาง เมอดรวมๆ แลวกจะเปนลายใหญแถวเดยว มลายแถวสดทายกอนถงตนซนทมกจดองคประกอบตางจากลายอนๆ ค าวา เหลม หรอ โตน บงบอกวาเปน ตาเดยวหรอแถวเดยวไมมลายอนมาสลบอก สวนตนซน มลกษณะเดน คอ มลกษณะของการทอทตอเนอง เปนผาพน 3 ชวง เรยกวา “ปาน” “ตน” และ “เลบ” เหมอนกบซนมาน 2) ซนปองตา หรอ ซนปองตาผา เปนซนทมลายขวางแถบเลก คนสลบกบลายขวางแถบใหญ ลายขวางแถบเลกนเองทชาวบานผทออธบายวาเหมอนกบ “คบ” หรอ ขนาบ 2 ขาง ของลายแถบใหญ หรอเหมอนกบเปนลายทแทรก “ผา” กลางเขามาระหวางลายใหญอกทหนง การทอสลบลายหรอตาเลกสลบตาใหญน จะไดชวงจงหวะทเท า ๆ กน ตลอดท งผน สวนตนซนนน ประกอบดวย“ปาน” “ตน” และ “เลบ” เชนเดยวกบซนปองตาเหลม

3) ซนปองเคบไหมค า ซนชนดนอาจเรยกชอตามวสดททอวา “ซนไหมค า” หรอ ซ”นเคบ” กได เปนซนทมการจดระยะของลายขวางเทาๆ กนตลอดผนแบบเดยวกบซนปองตาเหลม เพยงแตนยมทอดวยเสนโลหะ หรอวสดทใหความแวววาว ทเรยกกนวา “ไหมเงน ไหมค า” โดยค าวา “เคบ” อาจมาจากค าวา “เคลอบ” ตามการออกเสยงของชาวไทลอ

D- 115

(Prangwatanakun, 1990) วสดทใชสวนใหญเปนฝายปนกบกระดาษเคลอบสเงนหรอสทอง ทเปนเสนโลหะกะไหลเงนหรอกะไหลทอง สาเหตทพบนอย เนองจากในอดตถอเปนวสดน าเขาทมราคาแพง จงพบเฉพาะในผาซนของเจานาย หรอชนชนสงในเมองเทานน สวนวสดกระดาษเคลอบเงนหรอทองนนจะไมคอยทนทานเมอใชไปนานๆ กจะหลดเหลอเพยงเสนใยฝาย (Gavila, 2010) แตยงคงมเศษสเงนเหลออยบางเปนหลกฐาน วสดสเงนสทองทใชในยคหลงมกเปนใยสงเคราะหหรอพลาสตก

ภาพท 2 ซนปอง

4.1.3. ซนเชยงแสน เปนซนทใชนงในชวตประจ าวนของชาวนาน ชอเรยกของซนชนดน แสดงถงแหลงก าเนดวาเปนของชาวไทยวนในเมองเชยงแสนมาแตเดม ลกษณะเปนผาซนฝายลายขวางเยบ 2 ตะเขบ สพนหลกคอ สแดงเขม หรอสคราม ลายขวางเปนสด า คราม หรอขาว ทอดวยเทคนคธรรมดามการจดโครงสรางของลายขวางบนตวซนเปนระยะทแนนอน ประกอบดวยแถบลายใหญ 1 แถว สลบกบแถบลายเลก 3 แถว ตลอดตวซน ในแถบลายใหญนน มลายรวเลกๆ 5 แถว เปนสวนประกอบ ซงลายรวเลกๆ น นยมใชดายควบเสนสขาว กบสคราม ทเรยกวาการ “ปนไก” หรอใชดายมดกาน ทเรยกวา “กานขอ” คอมดเปนขอๆ ท าใหลายรวนมสขาวประเปนจดๆ ชวยเนนใหเกดแถบลายขวางเดนชดขนตดกบสพนหลก อกทงมการตกแตงแถบลายใหญแถวสดทายกอนถงตนซน ดวยเทคนคปนไก หรอกานขอ เปนพเศษ ลางสดเปนตนซน ททอตอเนองนยมสด าและแดง สวนหวซนเยบตอดวยผาพนสแดง(Prangwatanakun, 1998)

International Conference on Research and Design in Architecture and Related Fields 2016

D- 116

ภาพท 3 ซนเชยงแสน

4.1.4. ซนตนจก โครงสรางของผาซนชนดนประกอบดวย 3 สวน คอ หวซน ตวซน และตน

ซนเยบตอกน หวซนเปนผาพนสแดง 1 ชน หรอม 2 ชน สแดงและสขาว ตวซนเปนซนลายขวาง เยบ 2 ตะเขบ ทเปนแบบมาตรฐาน คอ ใชตวซนแบบเดยวกบซนปอง นยมทอดวยเสนใยโลหะจงเรยกกนวา ซนไหมค า หรอ ซนค าเคบ สวนตนซนเปนผาลายจกเยบตะเขบเดยว ผาพนเปนสด าและสแดงอยางละครง โดยจกลวดลายเฉพาะสวนสด า ลวดลายจกเปนมาตรฐานแบบไทยวน คอ ประกอบดวยลายหลก 1 แถว รปสเหลยมขนมเปยกปน เรยกวา “ลายโคม” และมลายประกอบ 2-3 แถว ลายทนยมคอ ลายขอ มลายแบบชายครยเปนสวนลางสด ซงตนจกทพบในเมองนานคอนขางมลกษณะหลากหลายรปแบบ มทงททอดวยฝาย ฝายปนไหม และนยมทอดวยเสนใยโลหะ (Phanichphant, 2002) ทงนผาซนตนจกเมองนานของอ าเภอเวยงสา และอ าเภอนานอย จงมเอกลกษณและลวดลายทมความส าคญ คอ ตวซนนยมทอลายขวาง มการเกบขด (Office of National Museums, 2004) เขาไปในตวซน กอใหเกดลวดลายตางๆ เชน ลายดอกแกว ลายดอกจนทน ลายมะหวาย ลายขอ ลายกาบ เปนตน ลวดลายทงหลายเหลานลวนพฒนามาจากสภาพของสงแวดลอมทอยใกลตว นอกจากน ลายยงมคณคาความงดงามในอดมคต ความหมายสวนตนซน หรอตนจกนยมใชลวดลายเรขาคณต ลกษณะลวดลายไมซบซอน มโครงสรางเหมอนกบตนจกไทยวนทวไป ทประกอบดวย หองโคม ขน ลายประกอบ หางสะเปาหรอสายยอย ดงจะเหนไดวาผาซนตนจกทประกอบขนมาดวยความคดของความเชอและจนตนาการของชางทอแลว บทบาทของซนตนจกมไดตอบสนองเพยงความสวยงามอยางเดยว หากเปนการแสดงออกซงความเคารพสกการะและเปนพทธบชา

D- 117

ภาพท 4 ซนค าเคบตอตนจก

ผาซนตนจกในแถบเมองนาน จงมกจะนยมใชดนหรอเสนใยโลหะมาทอตนจกเตมผน นอกจากนผาตนจกในแถบ อ าเภอนานอย ยงพบการทอหมายซนทไมคอยพบในตนจกในเขตเมองนาน และมลวดลายนกกนน ารวมตน ทเปนทนยมใชในการทอผาตนจกอกดวย แหลงทอผาตนจกในเขตอ าเภอนานอยในปจจบนไดหลงเหลออยเพยงแหงเดยวท บานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน

ผาซนตนจกไทยวนทพบในเขตอ าเภอนานอยนน มรปแบบทหลากหลาย ทงททอจกดวยเสนใยโลหะทคลายคลงกบแบบในอ าเภอเมอง และททอจกดวยไหมสสดลวดลายจกโปรงจนมองเหนผาพนสด าชดเจน นอกจากลายหลกทเปนลายขอในโคมแลว ยงพบลายนกกนน ารวมตน ทเปนมาตรฐานของชาวไทยวนทวไปดวย (Prangwatanakun, 2013) แตเดมพบวาตนจกทพบแถบบรเวณอ าเภอนานอย อ าเภอนาหมน ทอยทางตอนใตนยมจกไหมหลากสสนลงไปในลวดลายของตนจกสทนยมใชจกเชน สชมพ สมวง สน าเงน สเหลอง เปนตน ซงตอมาการใชไหมหลากสจกลงไปในผาซนไมเปนทนยมท าเนองดวยกระบวนการทอในการใสไหมสตางๆตองใชการทอแบบจกมอโบราณ ท าใหท ายากและใชเวลานาน ทงนตวซนลายขวางมทงทเปนฝายและไหมมการทอขดสรางลวดลายลงไปในผนผา บางผนใชซนตาทมรปแบบกบซนของชาวไทยวนทวไปน ามาเยบตอกบตนจกในรปแบบของอ าเภอนานอยอกดวย

4.2. แนวทางและรปแบบในการอนรกษและสบสานอตลกษณผาซนตนจกบานหวเมอง ดวยขอกงวลและคามเปลยนแปลงเรองมรดกภมปญญาทางวฒนธรรมประเภทไรรป อนได แก ภม

ปญญาในการทอผาซนตนจกและมรดกภมปญญาอนๆ ทเกยวเนอง ภมปญญาเหลานจะสญหายขาดการอนรกษและสบสานตอไป และดวยพนทของบานหวเมองในปจจบน การเดนทางเปนไปคอนขางยากล าบาก ดวยอยหางจากตวเมอง การเขาถงแหลงวสดในการทอผาจงเปนไปไดยาก จงท าใหวสดทน ามาทอผาตนจกไดถกปรบเปลยนไปจากเดม และเทคนคการทอผาตนจกแบบดงเดมไดถกละทงไป แตมการใชเทคนคการยก

International Conference on Research and Design in Architecture and Related Fields 2016

D- 118

เขาเขามาใชในการทอผาตนจกแทนการจกมอแบบดงเดม เพอตอบสนองทนความตองการของผบรโภคและสามารถทอผาตนจกไดงายกวาการจกมอแบบดงเดม คนสวนใหญในชมชนเลกทอผาดวยเหตผลหลายประการ ไมวาจะเปนเรองการประกอบอาชพ การรบอทธพลการใชเครองแตงกายจากภายนอก สงผลใหกระบวนการการทอผาซนตนจกแบบดงเดมของ บานหวเมอง อ าเภอนานอย จงหวดนานไดคอยๆเลอนหายไปพรอมกบการรบวฒนธรรมใหมเขามา อาจเปนเพราะสงเหลานไดถกมองขามจากการเปลยนแปลงของสงคม วถชวต และการมองขามความส าคญของวฒนธรรม ภมปญญาอนมคาทถกถายทอดมาจากบรรพบรษ จงสมควรทจะตองมการอนรกษและสบสาน ใหด ารงไว ดงนนผศกษาจงไดเสนอรปแบบการอนรกษและสบสาน อตลกษณผาซนตนจกไทยวน อ าเภอนานอย จงหวดนาน เนองจากภายในชมชนยงขาดแหลงเรยนรทเปนหลกแหลง จากปญหาและขอมลทไดรบมาจงมแนวทางโดยวธการจดการท าเปนเสนทางแหลงเรยนรและทองเทยวเชงวฒนธรรมการทอผาตนจกไทยวน บานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนานจงไดน าเอาแนวคดการจดการมรดกทางวฒนธรรม และ แนวคดการมสวนรวมของประชาชน แนวคดการอนรกษภมปญญาทองถนมาใชในการจดการการอนรกษผาตนจกไทยวน อ าเภอนานอย จงหวดนาน เพอใหภายในทองถนเกดการอนรกษ สบทอด หวงแหนภมปญญาของบรรพบรษทไดสงสมมา จากการศกษาพบวาลวดลายซนตนจกในพนทศกษา 26 ลาย สวนมากมกจะเปนลวดลายเรขาคณต ลวดลายผาตนจกทพบเกดจากเทคนคการเกบเขาหรอขดทเปนเทคนคการทอตนจกแบบใหมมาใชในการเกบลวดลายของผนผา และลวดลายททอไดแกะลวดลายมาจากซนตนจกโบราณทพบในพนทอ าเภอนานอย ดงตวอยาง

ภาพท 5 การเปรยบเทยบระหวาง ตนจกโบราณทพบในทองถน(ซาย)และตนจกททอขนมาใหม(ขวา)

D- 119

ภาพท 6 หมายซน ทพบในการทอตนจกในเขตอ าเภอนานอย จงหวดนาน

ลวดลายในหองโคม

ลวดลายในขน

ลวดลายประกอบลายในเครอผาตนจก

International Conference on Research and Design in Architecture and Related Fields 2016

D- 120

ลวดลายสายอย หรอ หางสะเปา ภาพท 7 ภาพแสดงรปลายตนจก

จากการส ารวจและศกษาแหลงทอผาตนจกไทยวนบานหวเมอง อ าเภอนานอย จงหวดนาน เพอใหได แหลงเรยนรและทองเทยวเชงวฒนธรรมผาทอตนจกไทยวน เพอน ามาจดเปนเสนทางเรยนรและทองเทยวเชงวฒนธรรมผาทอตนจกไทยวนบานหวเมอง อ าเภอนานอย จงหวดนาน จงไดออกแบบเสนทางการศกษาผาซนตนจกในพนทกรณศกษา โดยมศนยกลางอยทวดหวเมองโดยวดท าหนาทเปนแหลงรวบรวมองคความรและจดเปนนทรรศการผาซนตนจกในทองถน เนองจากภายในวดมศาลากฎหลงเดมทมสถาปตยกรรมทองถนทสวยงามและไมไดใชประโยชนจงไดเสนอใหจดตงเปนแหลงเรยนรขอมลของผาซนตนจกไทยวนบานหวเมอง อ าเภอนานอย จงหวดนาน และจดท าสอการเรยนรเพอท าใหนกทองเทยวเกดความเขาใจไดแก จดท าโลโกเปนตวการตนแตงกายแบบชาวนานอยโบราณเพอกระตนความสนใจของเยาวชนและผคนอนๆ ปายนทรรศการและอปกรณสาธตตางๆทมอยครบ ตงแตขนตอนการไดมาซงเสนดาย จนถงการท ามาทอเปนมาซนตนจก ตลอดถงจดท าคมอส าหรบนกทองเทยวไดหยบตดมอหรออานเพมเตมเพอท าความเขาใจ ในดานสงอ านวยความสะดวกยงแหลงทองเทยวนนมหองสขาไวใหบรการ มลานจอดรถท เพยงพอตอจ านวนนกทองเทยว มรานคาของกลมเพอใหนกทองเทยวไดเลอกซอผลตภณฑจากแหลงผลตไดเลย หรอสามารถเดนไปตามแผนทเสนทางการทอผาตนจกของภายในชมชนซงสามารถพบเหนเรยนรวฒนธรรมการใชชวตของผคนภายในชมชนไดอกดวย

ภาพท 8: กฏหลงเกาของวดหวเมอง อ าเภอนานอย จงหวดนาน ภาพท 9 :การทอตนจกของนางดาวเรอง ยกสม

D- 121

ภาพท 10: แสดงตวอยางแผนทเสนทางการเรยนรผาซนตนจกไทยวนบานหวเมอง อ าเภอนานอย จงหวดนาน

ภาพท 11: โลโกตวการตนทแตงกายแบบชาวนานอยโบราณ เพอใชประกอบสอการเรยนร

5. การอภปรายผล จากบรบทชมชนบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน พบวาการเปลยนแปลงของสงคมวฒนธรรมและความเจรญของวฒถสมยใหม ท าใหมรดกภมปญญาและวฒนธรรมการทอผาซนตนจกบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน ใกลสญหายไปจากทองถนจงจ าเปนทจะตองหาแนวทางการอนรกษและสบสานภมปญญาของการทอผาซนตนจกไทยวน ผศกษาไดรวมกบชมชนบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน ศกษาวจยตามแนวคดจดการมรดกทางวฒนธรรม และแนวคดการมสวนรวมของภาคประชาชน เพอใหชมชนไดตระหนกถงมรดกภมปญญาของตนเอง ไดเสนอกระบวนการมสวนรวมโดยมหลกการส าคญคอ

5.1. ตววฒนธรรมมความส าคญตอทองถน 5.2. การบรหารจดการดวยวธอะไร 5.3. การมสวนรวมของชมชนแบบไหนอยางไร

International Conference on Research and Design in Architecture and Related Fields 2016

D- 122

จากกระบวนการขางตนท าใหทราบไดวา ผาทอและการทอผาซนตนจกบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อาเภอนานอย จงหวดนาน ถอเปนมรดกภมปญญาทางวฒนธรรมทสาคญของชมชน เปนหลกฐานยนยนถงประวตศาสตรและความเปนมาของชาวไทยวนในทองทอ าเภอนานอย จงหวดนาน และมการสบทอดมรดกภมปญญาการทอผามาจนถงปจจบน เปนสงแสดงออกถงอตลกษณของชาวไทยวนบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน มคณคาทางวฒนธรรม และมลคาตอชมชนชาวพนเมองในจงหวดนาน จากมรดกภมปญญาทางวฒนธรรมการทอผาตนจกของชาวไทยวน บานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน อยในสถานะการทเสยงตอการขาดผสบทอด จงตองจดการเพอใหชมชนและผคนในทองถนตระหนกถงมรดกภมปญญาทางวฒนธรรมของตนเอง โดยการรวบรวมภมปญญาการทอผาตนจกไทยวนของชมชนบานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน แลวจดท าศนยกลางขอมลการเรยนรผาซนตนจกไทยวนของชมชนและเสนทางการเรยนรผาซนตนจกภายในชมชน บานหวเมอง ต าบลศรษะเกษ อ าเภอนานอย จงหวดนาน

6. ขอเสนอแนะ ดงนนจะเหนไดวาเพอใหแหลงเรยนรและทองเทยวเชงวฒนธรรมผาทอตนจกไทยวนบานหวเมอง

อ าเภอนานอย จงหวดนาน ใหเกดประสทธภาพและบรรลเปาหมาย จ าเปนตองมการจดการปรบปรงสอการเรยนรและสงอ านวยความสะดวกในแหลงเรยนรและทองเทยวเชงวฒนธรรมผาซนตนจกไทยวน ทง 3 อยางดงน

6.1. สรางคณคาและความส าคญของแหลงเรยนรและทองเทยวเชงวฒนธรรมผาทอพนเมองใหกบคนในทองถนไดเกดความรกความหวงแหน และมความภาคภมใจในภมปญญาทบรรพบรษของตนและเตมใจทจะน าเสนอขอมลใหกบนกทองเทยวและผทสนใจไดรและเขาใจไปกบเจาของพนทดวย

6.2. การสรางสอของการเรยนร เพอท าใหนกทองเทยวเกดความรความเขาใจและสามารถมองเหนโดยภาพรวมของแหลงเรยนรและแหลงทองเทยวไดมากขนสามารถ จดท าเปนสอ 3 ประเภท คอ

1) สอสงพมพ หมายถง หนงสอและเอกสารสงพมพตาง ๆ ทแสดงหรอเรยบเรยงสาระความรตาง ๆ โดยใชตวหนงสอทเปนตวเขยน หรอตวพมพเปนสอในการแสดงความหมาย สอสงพมพมหลายชนด ไดแก เอกสารแผนพบ และ ปายนทรรศการแสดงประวตความเปนมา ประเภท ลกษณะ สสน ลวดลาย ของผาตนจก รวมไปถงขนตอน หรอกรรมวธการไดมาซงผาตนจกวามขนตอนการท าอยางไร

2) สอเทคโนโลย หมายถง สอการเรยนรทผลตขนใชควบคกบเครองมอโสตทศนวสด หรอเครองมอทเปน เทคโนโลยใหม ๆ เชน แถบบนทกภาพพรอมเสยง (วดทศน) ภาพนง ซงสามารถใชไดดในกรณทไมมผสาธตการทอ อยในขณะนนเราสามารถเปดเปนวดทศน ใหกบนกทองเทยวไดชม เปนการสรางความเขาใจทงายและรวดเรวยงขน

3) บคคล คอ บคคลทมความร ความสามารถ ความเชยวชาญในในการทอผา ซงหมายถงบรรดาเหลาชางทอผาในบานหวเมอง เนองจากเปนผทรและเขาใจทกขนตอนในการทอผาทดทสด สามารถถายทอดบอกเลาสนกทองเทยวไดฟงไดโดยตรง ทงนยงสามารถท า กจกรรมสาธตและสามารถใหนกทองเทยว

D- 123

ไดทดลองทอผาแบบงายโดยชางทอผาภายในชมชน ซงในการด าเนนการดงกลาว เหนควรทองคการปกครองสวนทองถนในพนท อาท สภาวฒนธรรมอ าเภอนานอย และองคการบรหารสวนจงหวดนาน ซงมขอบเขตความรบผดชอบในพนท ควรสงเสรมสนบสนนการจดท าสอการเรยนรและสงอ านวยความสะดวกต างๆ เพอใหแหลงเรยนรและทองเทยวเชงวฒนธรรมผาตนจกไทยวน บานหวเมอง อ าเภอนานอย จงหวดนาน เกดประสทธภาพ บรรลเปาหมาย เพอใหเกดการพฒนาทยงยน ตลอดจนสรางรายไดใหกบคนในชมชน รวมทงยงชวยสงเสรมรกษาภมปญญาและมรดกวฒนธรรมใหด ารงคงอยสบไป

6.3 การมสวนรวมในภาคประชาชน ถอเปนปจจยส าคญในการพฒนาเพอใหการจดการเปนไปอยางมประสทธภาพและบรรลวตถประสงค เนองจากประชาชนเปนเจาของพนท และเปนผไดรบผลประโยชนจากการจดการเสนทางเรยนรและทองเทยวทางวฒนธรรมการทอผาซนตนจกไทยวน บานหวเมอง อ าเภอนานอย จงหวดนาน ทงรายได จากการขายสนคา การพฒนาอาชพ และการอนรกษสบสานการทอผาพนเมองใหเปนมรดกทางภมปญญาอยคกบชาวนานสบไป 7. บรรณานกรม Gavila Okamoto, Jirawan. Cheesman, Patricia. Prangwatanakun, Songsak. (2010). Suntree

Haeng Leela Puenpha Praephan Phinit Pha Chin Den Khong Phiphitthaphan Thanakhan Haeng Prathet Thai Samnakngan Phaknuea. (In Thai) [Exceptional Woven Beauty: Masterpieces from the Bank of Thailand Textile Museum]. Chiang Mai: Nopburee Press.

Wongwipak, Chanan. (1987). Chao Nan Khonmoomak Lae Khongrumnoi Nai Mueang Nan. (In Thai) [Nan people, majority and minority in Nan]. Printed on the occasion of H.R.H. Princess Maha Chakri Sirindhorn opened National Museum of Nan on 14th August 1987. Bangkok: Amarin Printing Group Company Limited.

Janthawit, Natthapat. (2002). Phator Phuen Mueang Paknuea. (In Thai) [Northern local fabric woven]. Bangkok: Fine Arts Department.

Prangwatanakun, Songsak. (1998). Moradok Watthanatham Pha Tor Tai Lue. (In Thai) [Cultural heritage of Tai Lue textiles]. Chiang Mai: Department of Thai, Faculty of Humanities, Chiang Mai University.

Prangwatanakun, Songsak. Naenna, Patricia. (1990). Pha Lanna Yuan Lue Lao. (In Thai) [Lanna Yuan Lue Lao Textile]. Bangkok: Amarin Printing Group Company Limited.

Prangwatanakun, Songsak. (2013). Sujibat Prakob Nithatsakan Pha Lum Nam Nan. (In Thai) [Nan river basin textile exhibition’s agenda]. Chiang Mai, the Bank of Thailand Museum, Northern Region Office.

International Conference on Research and Design in Architecture and Related Fields 2016

D- 124

Phanichphant, Vithi. (2002). Pha Sing Thaktor Lae Pha Tai. (In Thai) [Fabric woven and Tai Textile]. Chiang Mai: Silk worm.

Leesuwan, Viboon. (2007). Saranukrom Pha Krueang Thaktor. (In Thai) [Encyclopedia of Textiles and Weaving]. Bangkok: Muangboran Publishing.

Office of National Museums. (2004). Pha Tor Phuen Mueang Paknuea. (In Thai) [Northern local fabric woven]. North Region of Fine Arts Department.

Tiengkate, Nussara. (2002). Lai Jok Mae Jaem (In Thai) [Tapestry Pattern of Mae Jam District]. Chiang Mai: Suebsan Lanna School.

top related